[HB]July :: Taste of Caffeine

posted on 06 Aug 2014 11:58 by sr-wish in HB

*เอ็นทรีนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Hummingbird Cafe

 

 

 

 
 
ช่วงเวลา : ราวๆกลางเดือนมิถุนายน (ถึงหัวเอนทรี่จะเป็นกรกฎาแล้วก็เถอะ Foot in mouth)

 

 
 
 
 
--------------------------------------------------------------------------------
 

 

Warning:เขียนขึ้นด้วยอาการเมาดิบ ภาษาอาจจะเพี้ยนและอ่านยากไปบ้างนะคะ

 


 

สติบางเบาจนคล้ายว่าจะหลุดลอยได้ทุกขณะ ขณะเดียวกับเปลือกตาที่หนักอึ้งจนอยากจะหาอะไรมาดามเอาไว้ เสียงอธิบายของอาจารย์ในทำนองเอื่อยๆฟังคล้ายเสียงสวดมนต์ที่ไม่ได้ศัพท์ เป็นอีกครั้งที่เขารู้ศึกว่าแรงดึงดูดช่างมีผลต่อร่างกายของเขามากกว่าปกติทุกที

 

ร่างสูงของอินทนิลโงนเงนคล้ายต้นไม้ต้องลมดูน่าขัน ก่อนที่จะสะดุ้งตัวขึ้นเมื่อสัมปชัญญะร้องปลุกจนสุดเสียง หากไม่ใช่เพราะงานชิ้นสำคัญ เขาคงไม่ปล่อยให้เวลานอนของตนหดหายจนสภาพร่างกายอ่อนล้าเช่นนี้

 

แน่นอนว่า... ยกเว้นดอทเอไว้สักอีกกรณีที่เขาจะยอมเสียเวลานอน

 

“อินท์ เย็นนี้ไปกินเหล้ากันป่าววะ” เสียงใสของไมตรีร้องเรียกพร้อมกับแรงทุบเหนือหัวไหล่เต็มแรงทำเอาเขาหันขวับ ริมฝีปากเหยเกด้วยความเจ็บระคนกับความง่วง

 

พอแน่ใจว่าอีกฝ่ายตั้งใจชวนตนจริงจากรอยยิ้มที่บ่งบอกชัดเจนว่าไม่ได้ล้อเล่น เขาก็อ้าปากเตรียมตอบตกลงตามนิสัย ก่อนจะชะงักไว้เมื่อมีเสียงสามัญสำนึกมากระซิบเบาๆที่ข้างหู ย้ำเตือนว่าตอนนี้ศีรษะของเขาต้องการหมอนนุ่มๆมากพอๆกับผู้ป่วยต้องการยา คำว่าโอเคที่กำลังจะกล่าวพลันเปลี่ยนไป “ไม่ล่ะ”

 

แม้จะมีท่าทีลังเลเมื่อเห็นอาการของอีกฝ่ายเมื่อได้ยินคำตอบ แต่เสียงของสามัญสำนึกที่เรียกร้องดังขึ้นนั้นทำให้เขาต้องหนักแน่น “ทำโปรเจคท์ใหญ่มาทั้งอาทิตย์” ไหวไหล่เบาๆประกอบคำพูด “ให้ได้นอนเหอะว่ะไม้ จะได้มีแรงมาตีดอท” ลดระดับเสียงก่อนยักคิ้วสองทีปิดท้ายประโยค ก่อนลอยหน้าลอยตาทำหูทวนลมกับคำด่าทอที่ตามมาเสียชุดใหญ่

 

...สำหรับอินทนิลในตอนนี้ คงไม่มีอะไรที่เขารู้สึกต้องการมากไปกว่าเตียงกับหมอน และเวลานอนแบบไม่มีใครมารบกวน

 

 

 

 

 

...ซะที่ไหน

 

 

ทุบปุ่มเครื่องเล่นเต็มแรง สายตาคมกริบจับจ้องมองมือจับในตู้กระจกที่ค่อยๆห้อยตัวลงไปตามทิศของแรงโน้มถ่วง ขาทั้งสามที่อ้าออกหุบเข้า คว้าหยิบเอาตุ๊กตาแมวหน้าตาสดใสให้ลอยขึ้นมาตามรอกหมุน เป็นวินาทีที่เขารู้สึกเหมือนไม่สามารถหายใจได้ ปากพึมพำคำว่าได้ซ้ำๆอย่างบ้าคลั่ง ก่อนที่ตุ๊กตาตัวนั้นจะหล่นปุกระแทกพื้นตู้บอกถึงความสำเร็จหลังจากเสียทรัพย์สินไปเฉียดร้อย

 

หยิบขึ้นมาพิจารณาดูอย่างผ่านๆพร้อมคำถามในใจถึงพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเองที่ย่ำแย่ลงทุกที ตุ๊กตาแมวเหมียวจากเกมส์โปรดจ้องเขากลับตาแป๋วพร้อมรอยยิ้มใสซื่อที่ดูเหมือนเยาะเย้ยอยู่กลายๆ ถ้าไม่ติดว่าชอบเจ้าตัวนี้มากเขาคงไม่ลงทุนขนาดนี้หรอก ปลอบใจตัวเองพลาง

 

คนนึงที่เขาแอบนึกขอโทษอย่างสุดใจคงหนีไม่พ้นเจ้าเพื่อนรักที่อุตส่าห์ออกวาจาชวนไปเลี้ยงฉลองตามประสาผู้ชาย ถ้าหมอนั่นรู้เข้าว่าเขาปฏิเสธเพื่อมาใช้เวลายามเย็นเตร็ดเตร่อยู่ในเกมส์เซ็นเตอร์อย่างไร้จุดหมายแบบนี้คงไม่พ้นโดนโกรธไปอีกนาน

 

อันที่จริงเขาแทบไม่ได้คิดที่จะมาที่นี่ด้วยซ้ำ แต่ด้วยสภาพการจราจรบนท้องถนนที่ติดขัดและดวงตราที่ปรือจนแทบปิดลงทุกขณะทำให้เขาต้องจัดสินใจหักพวงมาลัยเลี้ยงเข้ามาในห้างใหญ่ที่ใกล้ที่สุดเพื่อหากาแฟซักแก้วมาประทังอาการ ก่อนที่จุดหมายที่เขากำลังมุ่งหน้าไปจะเปลี่ยนจากบ้านเป็นห้องฉุกเฉินเสียก่อน

 

ผลพลอยเจ้ากรรมจากคาเฟอีนทำให้เขาหมดความต้องการที่จะนอนทั้งที่ล้าจนอยากจะทิ้งกายลงพื้นมันซะตรงนี้ เป็นอีกครั้งที่เขาอยากจะขอบคุณพร้อมๆกับด่าคนที่คิดค้นเครื่องดื่มสีเข้มชนิดนี้ขึ้นมา

 

เมื่อจุดหมายแรกไม่สามารถทำได้ เขาก็ต้องคิดหาเป้าหมายต่อไป....

 

สมองที่พร่าเลือนพยายามเค้นความคิดเจ๋งๆอย่างที่เคยทำด้วยความยากลำบาก ก่อนจะตัดสินใจหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นเปิดหาเบอร์โทรที่คุ้นเคย

 

ในฐานะที่เคยเปรยไว้ว่าจะจีบ... ผลจะหมู่หรือจ่าก็ต้องลองดู

 

“สวัสดีครับเจ๊ กระผมอินทนิลเอง วันนี้มีเรื่องอยากจะรับใช้” กรอกเสียงลงโทรศัพท์ทันทีที่สัญญาณบอกว่าอีกคนรับสาย หัวเราะเบาๆคั่นประโยค “เจ๊ว่างรึเปล่า”

 

เสียงเพลงเบาๆที่คลอมาจากปลายสายทำให้พอคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายยังคงอยู่ที่ร้านกาแฟร้านเดิม เขาโคลงหัวเบาๆไปมา ทำใจรับคำตอบที่คิดว่าคงไม่ผิดไปจากการคาดเดา

 

“ขึ้นอยู่กับข้อเสนอละ ว่ามันน่าว่างรึเปล่า” ปลายสายทอดเสียงตอบ ทำให้ประโยคฟังดูตลกขบขันซะมากกว่าจะกวนบาทา

 

“ดูหนังกันมั้ย” บอกจุดประสงค์ของตัวเองทันทีโดยไม่กล่าวนำให้มากความ “อินได้ตั๋วฟรีมาสองใบน่ะ หาเพื่อนดูอยู่ เจ๊สนใจรึเปล่า” ทิ้งปลายเสียงก่อนครางเบาๆคล้ายกำลังครุ่นคิด “หรือจะไม่เป็นเพื่อน มาดูแบบเป็นแฟนก็ได้นะ”

 

ได้ยินอีกฝ่ายร้องหูยกลับมาให้ ก่อนจะว่าต่อปนหัวเราะ“ด้วยรักจากใจ เจ้แนะนำว่าถ้าอยากได้แฟนก็ช่วยลงทุนมากกว่าตั๋วหนังฟรีหน่อยเห้อ” ปากก็แขวะไปงั้น แต่ก็ไม่วายซักต่อตามประสาคนชอบของฟรี “ว่าแต่เรื่องอะไรน่ะ? รอบกี่โมง?”

 

“บีกินอะเกนที่อดัม เลวีนเล่นด้วยน่ะ เจ๊รู้จักใช่มั้ย” พลิกข้อมือมองนาฬิกาสลับกับกระดานระบุรอบฉายตรงหน้า “รอบหน้าเลย อีกห้านาที”

 

“เฮ้ย แกจะบ้าเรอะ” ปลายสายร้องตกใจ “พี่ติดสอนเด็กอยู่ ไปไม่ได้”

 

“มาสายก็ได้ โฆษณาที่นี่ยาวจะตาย” เผลอยักไหล่ประกอบคำพูด

 

“ก็นั่นแหละ ไม่ด้ายย คนนี้ต้องชดเชยชั่วโมงด้วย ไปถึงก็ทันดูแค่เครดิตจบนั่นแหละ”

 

“เสียดายแทนว่ะเจ๊” แกล้งทำเสียงเศร้าเกินความเป็นจริง

 

“เออสิ ...ไว้ดูพรุ่งนี้แทนได้ปะอะ?”

 

“ไม่ล่ะ มันหมดอายุวันนี้” พลิกคูปองในมือมองวันหมดอายุที่ระบุตัวเลขตามที่กล่าว

 

“ชะ... แล้วมาชวนกันนาทีสุดท้ายเนี่ยนะ? ถึงจะฟรีก็ช่วยบอกกันล่วงหน้าหน่อยเถ้อ คนต้องทำมาหากินนะคะ ไม่ได้ว่างเป็นเพื่อนเล่นให้ได้ทั้งวัน” แม้จะว่างกว่าคนทำมาหากินทั่วไปเยอะเลยก็เหอะนะ...ไอยวริญท์คิดในใจ ก่อนจะกล่าวตัดบทเสียงสดใส “ถ้าไม่มีไรแล้วพี่วางสายก่อนนะ ลูกศิษย์มาแล้ว ไบ๋บาย

 

“คร้าบผม สอนให้สนุกนะ”

 

เสียงใสของหญิงสาวถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่าทันทีที่ตัดสายไป

 

อินทนิลพิจารณากระดาษในมืออีกครั้ง จะโทรชวนเพื่อนตอนนี้ก็คงหนีไม่พ้นถูกด่าแน่ๆ บวกกับเขาไม่เคยมีความคิดพิสมัยที่จะเข้าไปดูหนังรักกับผู้ชายสองต่อสองโดยเด็ดขาด

 

บางที.... การนั่งคนเดียวสองที่นั่งก็คงจะไม่เลวร้ายเท่าไหร่หรอก

 

ถอนใจเบาๆ ก่อนถอยเท้าหลบฉากจากกระดานเบื้องหน้า เพื่อให้ความสะดวกแก่บุคคลอื่นๆที่มาใช้บริการ แต่ด้วยความไม่ระวัง เขาสัมผัสได้แทบจะทันทีเลยว่าคงเผลอไปชนใครข้างหลังเข้าเสียเต็มแรงอย่างไม่ตั้งใจ ปากพลันไวกว่าความคิดและสายตา “ขอโทษครับ” พร้อมหันตัวกลับไปทันที

 

ร่างบางที่สูงกว่ามาตรฐานสาวไทยไปเล็กน้อยเบิกดวงตากลมโตมองเขาด้วยความฉงนปนกับตกใจ ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่จะเจอกับคนรู้จักในที่แห่งนี้ แต่เขาก็อดประหลาดใจไม่ได้เพราะคนที่เขาเจอในตอนนี้มักจะซ่อนตัวอยู่ในครัวของร้านเสียมากกว่าจนเขาแทบจะลืมไปแล้วว่าหน้าที่ของเธอเป็นเพียงผู้ช่วยเชฟ ไม่ใช่เชฟตัวจริง

 

“สวัสดีค่ะ อิน?!” เธอเป็นฝ่ายกล่าวทักทายก่อนด้วยท่าทีติดขัดคล้ายไม่แน่ใจ อินรีบพยักหน้ารับก่อนแย้มรอยยิ้มให้ตามปกติที่เจอหน้า “มาดูหนังเหรอพี่จีน”

 

ผู้ช่วยเชฟสาวพยักหน้าแทนคำตอบ

 

ตั้งแต่ทำความรู้จักกันครั้งแรก เขาตั้งปณิธานกับตัวเองแทบจะทันทีเลยว่าจะต้องพยายามเรียกรอยยิ้มจากหญิงสาวตรงหน้าให้มากขึ้นให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เป็นเหตุให้เขามักจะยิ้มให้เธอเสมอทุกทีที่เจอหน้า เผื่อจะได้รอยยิ้มสวยๆตอบกลับมาตามปณิธานที่ตั้งเอาไว้

 

“พี่จีนนัดกับใครไว้รึเปล่า อย่าบอกนะว่ามาคนเดียว” หยอดประโยคถามอย่างสนิทสนม “ผมไม่เชื่อเด็ดขาด”

 

“เปล่าค่ะ พี่มาดูคนเดียว” ยังคงตอบด้วยท่าทีสงบนิ่ง แม้ในแววตาจะแอบฉายชัดว่าเธอรู้สึกขบขันท่าทีของเด็กหนุ่มตรงหน้าอยู่ไม่น้อย

 

“พี่จีนอย่าหลอกผมเลยน่า” โพล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงและท่าทีแปลกประหลาดใจโดยไม่ได้เสแสร้ง แม้ประโยคคำถามก่อนหน้าจะเป็นเพียงแค่หยอกเอิน แต่คำตอบที่เขาคาดคิดว่าจะได้รับนั้นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

 

หญิงสาวตรงหน้าเขาไม่ได้ขี้ริ้ว ถ้าพูดให้ถูกคือหล่อนดูดีจนสามารถเรียกกว่าสวยได้เลยด้วยซ้ำ หากไม่ติดที่ท่าทางนิ่งเงียบของเจ้าตัว เขาคงไม่สามารถนึกหาเหตุผลของคำตอบที่ได้รับนั่นได้แน่ๆ

 

“พี่จีนจะดูเรื่องอะไร ถ้าไม่รังเกียจไปดูกับผมมั้ย”เขารีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา พลางโบกคูปองในมือไปมาเบาๆ “ไม่ต้องห่วง อินเลี้ยงเอง”

 

อีกคนแสดงสีหน้าลังเล เธอหลบตาลงต่ำแสดดงออกถึงการครุ่นคิด

 

“เถอะนะพี่จีน ไม่ต้องเกรงใจหรอก ยังไงหน้าที่คนเลี้ยงก็ต้องเป็นของผู้ชายนี่” คนอาสาเลี้ยงกล่าวเสริมประโยคชักชวนอย่างเป็นกันเอง รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าแย้มกวางขึ้น ก่อนเจ้าตัวดีจะสละตัวเองตกม้าตายกับประโยคทำลายภาพลักษณ์ความหล่อที่อุตสาหะเพียรสร้างมา “ยังไงผมก็มีคูปองฟรีอยู่แล้ว”

 

จิรันดาเผลอเหลือบสายตาขึ้นมองกับคำพูดสุดท้าย ก่อนจะหลุดยิ้มขำออกมาบางๆ “ถ้าอินว่าอย่างนั้น ก็ขอรบกวนด้วยนะคะ”

 

 

 

 

เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ขณะที่หญิงสาวเจ้าของรอยยิ้มหวานบนจอฉายกำลังบรรเลงกีตาร์เป็นจังหวะสบายๆ พลางเหลือบตามองเก้าอี้ข้างๆเป็นระยะ เสียดายที่ความมืดทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดเท่าไหร่นัก หากเจ้าหล่อยิ้มออกมาเมื่อใดเขาคงต้องพลาดโอกาสไปแน่ๆ

 

ไม่รู้ว่ามันเริ่มต้นเมื่อไหร่ แต่รอยยิ้มของจิรันดากลับกลายมาเป็นเรื่องที่ค้างคาใจเขามากๆจนอดไม่ได้ที่จะมองตัวเองเป็นคนบ้า

 

ยกนิ้วขึ้นนวดหว่างคิ้วตัวเองเบาๆก่อนพยายามดึงสติให้กลับมาจดจ่ออยู่กับภาพยนตร์ตรงหน้า แอร์อุณหภูมิต่ำช่วยผ่อนคลายอารมณ์จนรู้สึกสบายตัว

 

เขาไม่ได้เก่งวิทยาศาสตร์มากพอจะตอบได้ว่าคาเฟอีนแก้วนึงจะออกฤทธิ์กดประสาทได้นานเท่าใด สิ่งเดียวที่รับรู้และแน่ใจในตอนนี้มีเพียงแค่น้ำหนักของเปลือกตาที่ค่อยๆกดลงมา

 

ซักงีบเดียวคงไม่เป็นไรล่ะมั้ง

 

 

 

 

 

แรงเขย่าเบาๆกระชากเขาขึ้นจากความฝัน สมองที่ถูกปลุกกะทันหันพยายามเรียบเรียงสถานการณ์รอบข้างขณะที่ประสาทอัตโนมัติสั่งให้เขารีบปรับร่างกายให้กลับมานั่งตัวตรง

 

จอเบื้องหน้ากลายเป็นสีดำสนิท ขณะที่ลำโพงรอบโรงหนังเริ่มเปิดเพลงคลอ

 

แสงสลัวไม่ช่วยให้ความเบลอที่เกาะกุมสติหายไปได้เร็วขึ้น ยกมือปาดตามมุมปากเบาๆ โชคดีที่ไม่มีคราบน้ำลายไม่เช่นนั้นเขาคงต้องนึกอายคนมาด้วยไปอีกนาน

 

รอยยิ้มบางๆถูกส่งมาให้จากที่นั่งข้างๆ ก่อนที่แสงไฟฉายวิบวับจากพนักงานจะแยงเข้ารูม่านตาแทนที่

 

“อินดูกำลังหลับสบายน่ะค่ะ พี่เลยไม่กล้าปลุก” เธอรีบกล่าวอธิบายทันทีที่เห็นสีหน้างุนงงของเด็กหนุ่ม

 

“ผมหลับเหรอ” ถามเพื่อทบทวนความจำ

 

“ค่ะ” จิรันดารับคำก่อนลุกขึ้นจากที่นั่ง “พี่ว่าเรารีบออกไปกันเถอะค่ะ”

 

คนชวนรีบลุกตามไปทั้งๆที่สมองยังเต็มไปด้วยข้อกังขาและความรู้สึกที่ด้านชา

 

 

 

 

 

“ผมพิงพี่จีนใช่มั้ย” เด็กหนุ่มโพล่งถามขึ้นตัดบทสนทนาด้วยน้ำเสียงลังเลทันทีที่ระลึกได้ พลางเบนสายตาจากหน้าปัดบอกตัวเลขลิฟท์ไปยังคู่สนทนา

 

เธอมีสีหน้าสับสนเล็กน้อย “เอ่อ... ค่ะ”

 

เป็นครั้งนึงที่ความรู้สึกผิดพุ่งทะยานมากระแทกเข้าอย่างเต็มรักจนตื่นเต็มตา เขารีบยกสองมือขึ้นพนมกล่าวขอโทษขอโพยอีกคน แม้ว่าคำตอบที่ได้กลับมาจะเป็นเพียงคำว่า “ไม่เป็นไรค่ะ”

 

ประตูลิฟท์เปิดออกถึงชั้นเป้าหมายของฝ่ายหญิงสาว เธอรีบบอกลาก่อนจะก้าวออกไป ไวเท่าความคิดที่เขาร้องเรียกกชื่อของเธอเอาไว้พร้อมกดปุ่มเปิดดลิฟท์ค้างเอาไว้ทันที

 

เธอหันกลับมาด้วยสีหน้างุนงง เป็นโชคดีของเขาที่ในลิฟท์ตัวเดียวกันนั้นมีเพียงเขา

 

ครั้งก่อนก็ติดหนี้ค่าขนม ครั้งนี้เขายังทำเรื่องเสียมารยาทแบบนั้นอีก...

 

“พี่จีน ผมให้” เปิดกระเป๋าคว้าเอาเจ้าตุ๊กตาแมวเหมียวที่จับมาได้ส่งให้ทันทีจนคล้ายจะยัดเจ้าตุ๊กตาตัวนั้นใส่มือสาวเจ้าเสียดื้อๆ ก่อนกล่าวเสียงอ่อน“แทนคำขอโทษนะ”

 

จิรันดาชะงักไป จังหวะเดียวกับที่เขาปล่อยนิ้วออกจากปุ่ม ปล่อยให้ประตูลิฟท์ปิดลงก่อนที่เธอจะได้แย้งอะไร

 

 

--------------------------------------------------------------------------------


 

- อินแวะเข้าห้างหลังเลิกเรียนเพื่อหากาแฟกิน

- คิดจะดูหนังเพราะได้คูปองฟรี

- ชวนอัยย์ แต่อัยย์ติดสอนมาไม่ได้ เลยตัดสินใจจะดูคนเดียว

- เจอจีนน่าโรงหนังพอดี เลยอาสาเลี้ยงหนัง(ฟรี)

- เข้าโรงแล้วหลับพิงอีกคน

- รู้สึกผิด จึงยกตุ๊กตาให้เป็นการไถ่โทษ

 

ปล. ตุ๊กตาหน้าตาแบบนี้ค่ะ 

 

ขอบคุณ @bluefire @alyssa-cubic และ @satan-lucas  ที่ช่วยเช็คคาร์แร๊คเตอร์นะคะ มาหยอดพี่จีนกลับแบบเมาๆค่ะ 555555 ส่วนสตอรี่ของนนท์...

 


 

.................

....

..

.

จะตามมาทีหลังเองค่ะ ;-; 

 

Comment

Comment:

Tweet

มาหยอดพี่จีนแบบนี้เดี๋ยวสาวเจ้าไม่ปล่อยขึ้นมาจะหาว่าไม่เตือนน้า 5555

ชอบบรรยากาศในฟิคนี้ค่ะ มันดูเรื่อย ๆ สบาย ๆ แต่มีอะไรซ่อนอยู่ confused smile confused smile

ขอบคุณที่มาหยอดกลับนะคะ เราจะได้เขยิบความสัมพันธ์กันไปซักนิดนึงเนอะ 555 ณ วินาทีนี้ต้องรีบคว้าไว้ก่อนที่นายกล้ารบจะเหมาผู้ชายไปหมดค่ะ /โดนตี

นอกจากจะชอบบรรยากาศฟิคแล้ว ยังชอบอินด้วยค่ะ ชอบความเป็นเด็ก ๆ กึ่งผู้ใหญ่ของเด็กคนนี้ มันดูลงตัว น่าเอ็นดูปน ๆ กับอยากทำความรู้จักให้มากกว่านี้ 555

ขอแอบกระซิบบอกว่าเดี๋ยวจะมีช็อตฟิคสั้น ๆ ตามมานะคะ เป้นในมุมมองของจีนหลังจากได้ตุ๊กตาแล้ว /แต่สั้นจริง ๆ นะ ฮา

ปล.ฟิคนี้ชอบอัยย์ค่ะ !! @alyssa-cubic น่ารักอะะะ บทสนทนาทางโทรศัพท์เป็นอะไรที่น่ารักมาก ชอบคำว่า ไบ๋ บาย 555555 open-mounthed smile open-mounthed smile

#5 By ~ คุณใบเตย ~ on 2014-08-08 23:39

ตรัสไม่ทัน มัวแต่หลับ ๕๕๕๕๕๕

มุมิฮุฮิน่ารักอะเท้อออ ตุ๊กตาตัวนั้นเสียเงินร่วมร้อยเชียวนะ ทั้งยังวิริยะอุตสาหะกว่าจะได้มา จีนก็ดูแลมันดีๆ นะจ๊ะ

หล่อจริงๆ ไปอยู่ทีมเดียวกับณชนกได้ คือนอกจากจะให้เขาเลี้ยงข้าวแล้วยังหลับอีกเนี่ย มุขจีบ(?)เพศตรงข้ามรึเปล่าเท้ออ หรือมันเป็นเหตุการณ์จำเป็นในนิยายรัก(??)คะ

เรารอส่องคู่นี้ต่อปัยยย์ open-mounthed smile

#4 By *Alyssa* on 2014-08-06 18:44

เรื่องนี้เราก็ได้ดู แต่ไม่ได้หลับนะ 555

น่าสนใจความสัมพันธ์ของอินกับจีนซะจริงๆ จะเติบโตไปแง่ไหนกันน้า~ ขอแอบลุ้นเงียบๆ แล้วกันนะฮะ

#3 By aki on 2014-08-06 18:10

เรื่องนี้เราก็ได้ดู แต่ไม่ได้หลับนะ 555

น่าสนใจความสัมพันธ์ของอินกับจีนซะจริงๆ จะเติบโตไปแง่ไหนกันน้า~ ขอแอบลุ้นเงียบๆ แล้วกันนะฮะ

#2 By aki on 2014-08-06 18:10

เรื่องนี้เราก็ได้ดู แต่ไม่ได้หลับนะ 555

น่าสนใจความสัมพันธ์ของอินกับจีนซะจริงๆ จะเติบโตไปแง่ไหนกันน้า~ ขอแอบลุ้นเงียบๆ แล้วกันนะฮะ

#1 By aki on 2014-08-06 18:10