[EINT] Chapter I

posted on 01 May 2015 11:57 by sr-wish in EINT

 

 

เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ

 
Exteen Intersomnia
 
 
--------------------------------------------------------------------------------
 
(อนุเคราะห์ภาพประกอบโดย @icyannyou ผปค. 66081 ค่ะ)
 

 

 

 

“เอ็งไปวัดครั้งล่าสุดเมื่อไหร่วะ อาหง” เสียงแหบแห้งของชายสูงวัยถามผ่านสายโทรศัพท์อย่างเคร่งเครียดทันทีที่กดปุ่มรับสาย ก่อนตามมาด้วยเสียงกระแอมอย่างระคายเคืองดังๆติดกันราวสามสี่หน “เอ็งจะเงียบทำไมวะ ได้ยินเตี่ยมั้ย”

 

...เขาไม่ได้จงใจจะเงียบ เพียงแต่อ้ำอึ้ง และพยายามเค้นความคิดหาคำอธิบายคำถามดังกล่าวของผู้เป็นพ่ออย่างสุดกำลัง

 

หากในโลกใบนี้จะมีใครที่คาดเดาได้ยากยิ่งกว่าอันดับจบฤดูกาลของลิเวอร์พูล ก็คงจะไม่พ้นเตี่ยของเขาเอง

 

“เตี่ยถามทำไม” ผู้เป็นลูกชายถามกลับอย่างไว้เชิง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างคนใช้ความคิด นั่นอาจจะเป็นคำถามเพื่อหยั่งเชิงและดูท่าทีของเขาอย่างที่เตี่ยมักจะทำเป็นประจำ แม้ชายคนนี้จะชราภาพไปมาก แต่ลูกเล่นการกดดันนั้นหาได้ยิ่งหย่อนไปตามวัยแม้แต่น้อย หากจะเปรียบก็คงเปรียบได้กับขิงแก่ ที่มีแต่จะเผ็ดร้อนขึ้นตามวัย

 

“วันนี้เตี่ยไปวัดมา...” ปลายสายยังคงกระแอมเสียงดัง

 

ไปวัด... หรือจะเป็นคำที่สื่อถึงปัญหาของผู้พูดกันแน่ ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “เตี่ยเป็นอะไรรึเปล่า”

 

“เตี่ยเรอะ” ผู้เป็นพ่อเงียบไปพักใหญ่ และแทรกขึ้นด้วยเสียงขากเสมหะอย่างไม่มีเกรงใจ “ท้องผูกนิดหน่อยแต่กินอิ่มนอนหลับดี”

 

...บางทีขิงต้นนั้นอาจจะแก่จนเน่าคาตู้เย็นไปแล้วก็ได้

 

“อั๊วะไปทำบุญให้อาเอมลีนมา” คนแข็งแรงเปิดประเด็นทันทีที่จบประโยคก่อน พร้อมตามมาด้วยเสียงขากเสมหะอีกสองสามหน ทิ้งข้อกังขาบางประการให้เกิดแก่จิตใจผู้เป็นลูกชาย

 

...เอมลีนไหนวะ

 

“อีตายไปเป็นสิบปีแล้ว เอ็งก็หัดไปทำบุญให้เขามั่ง”

 

“เป็นญาติทางไหนเหรอเตี่ย” ชายหนุ่มโพล่งถามหลังจากลังเลอยู่นาน ก่อนได้รับคำตอบเป็นเสียงหัวเราะเอิ้กอ้ากอย่างอารมณ์ดี “หน้าเอ็งดูเหมือนคนอังกฤษรึไงวะอาหง เตี่ยหมายถึงเอมลีน ฮิวจ์1โว้ย” ผู้พูดยังคงหัวเราะเสียงดัง “ไอ้ม้าบ้า2แห่งลิเวอร์พูลไงวะ”

 

...ไอ้ม้าบ้า คำตอบนั้นเรียกภาพโปสเตอร์เก่าคร่ำครึที่หน้าประตูห้องครัวให้แล่นขึ้นมาในความทรงจำ ชายผู้เป็นตำนานแห่งแอนฟิลด์อีกตำนานหนึ่งที่ได้รับการจารึกไว้ โดยเฉพาะผลงานและรางวัล3ที่เขาได้รับนั้นล้วนแต่ไม่ธรรมดา เพียงแต่กระนั้น... เขาเองก็ยังคงสงสัยกับคำอธิบายของผู้เป็นบิดา

 

...“เขานับถือคริสต์ไม่ใช่เหรอเตี่ย”

 

“พระพุทธเจ้าห้ามเอ็งทำบุญให้คนต่างศาสนาเหรอวะ” ปลายสายตะคอกขึ้นเสียงดัง

 

... เออ ก็จริง

 

“เตี่ยให้อาม๊าเอ็งทำแกงไตปลากรวดน้ำไปให้อีด้วย เผื่ออีจะติดใจ”

 

“ติดใจ? เตี่ยจะขอหวยจากเอมลีน ฮิวจ์รึไง” คนเป็นลูกชายกลอกตาไปมา พลางผ่อนลมหายใจยาว “อีพูดไทยไม่ได้ จะรู้จักหวยเหรอ”

 

“บ๊ะ ถ้าให้ได้ก็ดี” เสียงขากเสลดแทรกขึ้นอีกรอบ “ถ้าอีติดใจ อีจะได้มาเกิดเป็นหลานชายให้เตี่ยอุ้มไง เอ็งนี่ไม่มีจินตนาการเอาซะเลย”

 

“เดี๋ยวนะเตี่ย... หลานชาย?”

 

 

 

 

 

ความหนาวและอากาศที่แห้งแล้งปลุกให้เขารู้สึกตัวขึ้น ลมเย็นๆพัดวูบแล้ววูบเล่าผ่านช่องรอยแตกบนประตูไม้ของห้องที่ถูกสร้างขึ้นจากหินดังหวีดหวิว วูบแล้ววูบเล่าคล้ายกับเสียงร้องของสิ่งมีชีวิตที่ถูกทรมาน เขากระพริบตาซ้ำๆหลายๆหนเพื่อทบทวนเรื่องราวก่อนหน้าและพยายามระลึกถึงปัจจุบัน

 

สิ่งแรกที่ทำให้สติของเขาตื่นตัวด้วยความสับสน คือโลกที่ถูกปกคลุมด้วยสีเหลืองและฟ้า4ราวกับภาพที่ถูกปรับแต่งด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และ กลิ่นของอะไรบางอย่างที่เย็นและชื้น... อาจจะเป็นหิมะ บรรยากาศรอบข้างชวนให้เขาหวนนึกถึงทวีปยุโรปมากกว่าเมืองไทย

 

เมื่อครู่ เขากำลังฟังอัตชีวประวัติของอดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษและผู้พาลิเวอร์พูลไปสู่ชัยชนะมาครั้งผ่านคำบอกเล่าของผู้เป็นพ่อ สลับกับเสียงขากเสมหะและคำเหน็บแนมเป็นระยะ... ความเบื่อหน่ายทำให้หนังตาเขาหนักอึ้ง

 

ดังนั้น... นี่คงเป็นความฝัน เพียงแต่เป็นฝันที่เขาระลึกและยังรู้สึกตัว

 

สมองที่ด้านชาจากอากาศที่หนาวเหน็บเค้นความคิดอย่างสุดความสามารถ ภาพเลือนลางของหนังสือคู่มือที่น่าสงสัยค่อยๆปรากฏขึ้นในสมองอย่างประวิงเชื่องช้าสลับภาพกับหนังสือสำหรับสตรีมีครรภ์ที่ตั้งอยู่ไม่ห่างกันเท่าไหร่นัก ข้อมูลต่างๆถูกส่งผ่านห้วงความคิดไปมาด้วยความเร็วเทียบเท่าอินเตอร์เน็ตสามจี5ในเมืองไทย

 

อย่างนั้นแล้ว... ที่นี่ก็คงเป็น Aarde

 

เมื่อระลึกสติได้ครบถ้วน ความหนักอึ้งและสัมผัสประหลาดของร่างกายใหม่ก็ถูกส่งเข้าสู่ห้วงแห่งการรับรู้เป็นลำดับถัดมา เขาสะบัดข้อมือเบาๆพลางเอียงคอสลับซ้ายขวาคล้ายกำลังยืดเหยียดกล้ามเนื้อยามออกกำลังกาย

 

หากนับตามความรู้สึกของเขาแล้ว ร่างใหม่ในความฝันนี้คงสูงกว่าตัวเขาอยู่ประมาณหนึ่ง และคงจะแข็งแรงอยู่ไม่เบาหากวัดจากมัดกล้ามเนื้อและความยืดหยุ่นของร่างกาย ก่อนจะใช้สองมือดันตัวให้ลุกขึ้นยืนอย่างระมัดระวัง หางที่กวัดไกวอย่างยากจะควบคุมทำร่างสูงเซเล็กน้อยยิ่งต้องพยายามทรงตัวด้วยมัดกล้ามเนื้อช่วงขาที่ทำงานผิดแผกออกไปยิ่งตอกย้ำว่าร่างนี้คงไม่ใช่มนุษย์อย่างที่เขาเป็น

 

สัมผัสของเสียงและกลิ่นมากมายที่ถาโถมเข้า ชัดเจนราวกับภาพและเสียงในระบบบลูเรย์ที่เล่นผ่านอุปกรณ์โฮมเธียร์เตอร์ราคาแพง ขณะที่เสียงกระแอมของตนนั้นกับทุ้มต่ำและหนักแน่นชวนให้รู้สึกพิลึกหู ที่ไม่ได้อยู่ข้างกรอบใบหน้าเหมือนเช่นเดิม

 

หากจะให้เขาคาดเดาถึงสิ่งที่ร่างใหม่ของตนเป็นนั้น เขาเองก็ยังลังเลอยู่ว่า เขาควรทดลองหอนหรือเห่าด้วยสภาพเช่นนี้รึเปล่า

 

คิดแล้วก็เผลอยิ้มออกมาด้วยความนึกสนุกอย่างไม่รู้ตัว เขี้ยวขาวคมที่ยาวกว่าเดิมกระทบเบาๆที่ริมฝีปากจนต้องหุบยิ้มอย่างทันควัน หากอาการตาบอดสีเช่นนี้ไม่ทำให้การมองเห็นของเขาผิดพลาดไปมากเท่าไหร่นัก เส้นขนนุ่มหนาเป็นระเบียบที่ปกคลุมร่างกึ่งมนุษย์กึ่งสุนัขของเขาอยู่นั้น ก็คงจะเป็นสีดำและขาว เช่นนี้แล้วเขาคงไม่ใช่ชิวาว่าหรือร็อตไวเลอร์6หรือลาบาดอร์7อย่างแน่นอน

 

และคงไม่ใช่ชิวาว่า8ใช่ไหม... หรือเขาต้องทดลองเห่าดูถึงจะให้คำตอบได้

 

เพียงแต่... เขาไม่รู้ว่าการเห่านั้นต้องทำอย่างไร

 

ข้อสงสัยต่อร่างกายใหม่ของตนและโลกแห่งความฝันใบนี้ยังคงมีอยู่มาก หากยึดตามปรัชญาที่ว่าการถามคือการเรียนรู้ที่ดี หากเขาฝึกเห่าอยู่ในห้องหินนี้เพียงผู้เดียวก็คงไม่ได้เรียนรู้ประโยชน์อะไรอย่างแน่นอน ดังนั้นการออกไปสู่โลกกว่างเลยทันทีก็คงไม่ใช่ตัวเลือกที่เลวร้ายเท่าไหร่นัก

 

....หากก๊วยเจ๋ง10ยังคงอยู่ที่มองโกเลียก็คงไม่ได้พบกับย้งยี้11ฉันท์ใด หากเขายังไม่ออกจากห้องหิน ก็คงไม่พบกับคำตอบของข้อสงสัยฉันท์นั้น

 

เมื่อเริ่มคุ้นชินกับร่างใหม่ เขาจึงออกไปในทันที

 

หวังเพียงว่าตนเองจะไม่ถูกกรงเล็บกระดูกขาว12ของบ๊วยเทียฮวง13สังหารก่อนที่จะได้พบย้งยี้ตามที่ตั้งใจ

 

 

 

ฝ่าหิมะมาราวสิบนาทีกว่า เบื้องหน้ายังคงขาวโพลนและทึบเทาด้วยเงาต้นสน เสียงพูดคุยที่เคยอยู่ไกลลิบตาจะใกล้เข้ามาจนเหมือนแค่เอื้อม หิมะที่ทับถมกันเหนือพื้นดินกลับไม่เย็นยะเยือกอย่างที่เคยสัมผัส แม้ว่าเขาจะไม่ได้สวมรองเท้า อาจจะต้องขอบคุณร่างกายแบบกึ่งมนุษย์กึ่งสุนัขที่สร้างสรรค์เท้าแบบพิเศษและขนหนา13ปกคลุมร่างกายเช่นนี้มาให้

 

ใกล้เข้าไปยิ่งได้ยินเสียงสำเนียงขึ้นจมูก ประหลาดแปร่งหู

 

ใกล้เข้าไปยิ่งได้กลิ่นหอมของอาหารที่ทำให้ท้องหิว

 

ใกล้จนสัมผัสได้ถึงรูปร่างของมนุษย์สองคนในชุดขนสัตว์ท่าทางทะมัดทะแมง เบื้องหลังของป่าสนสูงสุดสายตา

 

เขาหยุด เพื่อคิดทบทวนและตัดสินใจอย่างถี่ถ้วน

 

แม้นี่จะเป็นความฝัน แต่ตามคำบอกเล่าของบริษัทไกเออร์แล้วนี่ก็ไม่ใช่ฝันที่ปลอดภัยและสวยงามเท่าไหร่นัก การตัดสินใจผิดครั้งเดียวอาจจะเปลี่ยนมันให้เป็นฝันร้ายได้ในทันที และการทำอะไรผลีผลามก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่ชาญฉลาดเท่าไหร่นัก เพราะถึงแม้ว่าร่างใหม่กึ่งสุนัขร่างนี้จะแข็งแรงกว่าตัวของเขา แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีความสามารถมากกว่าตามไปด้วย

 

แล้วก็ต้องนึกโทษตัวเองที่ไม่ตั้งใจเรียนวิชาหมัดมวยให้ชำนาญเสียตั้งแต่ยังเด็ก

 

"อ้ายไปยศาจ'ใดมันแอบทำลับๆล่อๆ?! โผล่หัวของเจ้าไม่'นั้นข้าจะสับให้เละเทะเทียวล่ะ!" นายพรานสองคนนั้นตระโกนกลับมาด้วยท่าทีไม่พอใจ ทำเอาใจของครึ่งสุนัขฝึกหัดตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มในทันที

 

ถ้าครางเหมียวออกไป... จะมีคนใดคนหนึ่งหลงเชื่อหรือไม่ว่าเขาเป็นแมว คิดแล้วก็ต้องพับความคิดนั้นลงอย่างเร่งรีบ เอาวะ... เปิดเผยตัวไปจะเป็นไร

 

"ขออภัย”เขารีบตะโกนลั่นก่อนฝ่าพุ่มไม้ออกมาด้วยท่าทีที่ไม่สู้ดี สมองสางการให้ตีหน้าเศร้าเพื่อเรียกคะแนนสงสารเห็นใจ หากบอกไปว่าตนเองมาจากโลกอีกใบก็ดูท่าจะถูกกล่าวหาว่าสติฟั่นเฟืองไปเสียเปล่าๆ ครั้งจะอ้างว่าสมองถูกกระทบกระเทือนจนเสียความทรงจำไปชั่วขณะ... ก็ดูจะเป็นนิยายน้ำเน่าเกินไป หากแต่งเติมเรื่องซักหน่อยคงไม่เป็นไรกระมัง

 

“ข้ามีนามว่าห-- เอ่อ....” รีบแทรกแนะนำตัวขึ้นก่อนที่คู่สนทนาจะทันตั้งคำถาม ก่อนมาสะดุดกึกกับชื่อของตน จากลักษณะเส้นขนและรูปร่างคงไม่ใช่สายพันธุ์สุนัขเอเชียแน่ๆ หากไม่โดนชะตากรรมเล่นงานให้กลายเป็นสุนัขพันทาง ก็คงไม่พ้นต้องเป็นสุนัขแถบหนาว... ถ้าไม่ใช่ฮัสกี้14 ก็คงเป็นมาลามิวท์15 ครั้นจะเป็นฮัสกี้ชื่อหง... ก็คงดูขัดกับหน้าตาไปหน่อย สมองพลันเค้นหาชื่อ แต่การใช้ความคิดในสถานการณ์บีบคั้นนั้นไม่ใช่วิธีการที่ดีซักเท่าไหร่นัก เพราะชื่อเดียวที่แล่นเข้ามาในสมองกลับมีแต่เฟอร์นันโด้ ตอร์เรส16 ที่ต่อให้เป็นตายร้ายดียังไง... เขาก็ไม่มีทางจะใช้ชื่อนั้นแน่ๆ ก่อนที่ชื่อหนึ่งที่ถูกทวนซ้ำๆก่อนที่เขาจะรู้สึกตัวในโลกใบนี้จะดังขึ้นในหัว “เอมลีน”

 

“ข้ามีนามว่าเอมลีน มาจากทางเมืองทางใต้ ครอบครัวของข้าโดนปล้น เหลือเพียงข้าผู้เดียว" เขารีบสร้างเรื่องต่อเติมอย่างรวดเร็วเท่าที่สมองจะนึกได้ในขณะนั้น ภาพของก๊วยเจ๋ง17ในฉบับละครโทรทัศน์ปรากฏขึ้นมาในห้วงความคิด ก่อนจะหลุบตาลงต่ำเพื่อให้ดูเศร้าสร้อยสมจริงตามที่ตั้งใจ "ท่านพอจะแบ่งอาหารให้ข้าได้หรือไม่"

 

...สับขาหลอกไม้นี้ ลูกเล่นระดับเดียวกับเมสซี่18เลยนะ ช่วยเชื่อเถอะ

 

“ไม่”

 

“ได้สิ”

 

พรานทั้งสองกล่าวขึ้นพร้อมกัน ทำเอาใบหูทรงสามเหลี่ยมนั่นกระดิกเบาๆ ก่อนที่คนสับขาหลอจะทันได้เล่นลูกไม้ต่อไปนายพรานร่างสูงผู้ไว้เคราแพะก็รีบขึ้นเสียงแย้งขึ้นด้วยท่าทีไม่พอใจทันที

 

"ไอแวน มันอาจจะเป็นไปยศาจ!"

 

"ไม่นะพี่ ข้าว่าเขา เอ่อ.. เอมุลินเป็นแค่นักเดินทาง" นายพรานร่างอ้วนแย้งตอบ เขาดูมีท่าทีที่เป็นมิตรกว่านายพรานอีกคนอยู่มากมายอักโข

 

ทั้งคู่เถียงกันอยู่พักใหญ่ขณะที่เขาทำได้เพียงเงียบและตั้งใจจับประเด็นและทำความเข้าใจบทสนทนาเหล่านั้น แต่นี่ก็พอจะช่วยยืนยันได้แล้วว่าทั้งคู่คงไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อเขา มิเช่นนั้นก็คงไม่เถียงกันเสียยกใหญ่เช่นนี้ ก่อนที่ชายร่างอ้วนจะเป็นฝ่ายชนะในท้ายที่สุด

 

แม้จะยังคงสับสนกับอะไรหลายๆสิ่ง แต่ทั้งคู่ก็ได้แบ่งขนมปังเนื้อแข็งเหนียวมาให้เป็นของรองท้องแกล้มเหล้ารสแรงเป็นพิเศษ กลิ่นเจือจางแ